Read More
แหล่งความรู้

คามคิดสร้างสรรค์ คือทักษะที่จำเป็น

เราอยู่ในโลกที่ต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากลักษณะของงานทุกวันนี้ ต้องการคนที่มีทักษะการคิดมากกว่าเดิม สังคมที่เปลี่ยนไปต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าที่ผ่านมา ประเทศที่ขาดคนคิดสร้างสรรค์จะพัฒนาได้ช้า ส่วนประเทศที่มีคนคิดสร้างสรรค์จำนวนมากจะมีการคิดค้นนวัตกรรมขายความคิด  นำรายได้มาพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

เมื่อก่อน ความคิดสร้างสรรค์ถือเป็นของแถม คือใครมีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร องค์กร บริษัทไหนมีความคิดสร้างสรรค์ก็ดี แต่ไม่มีก็ยังสามารถทำงานต่างๆได้ แต่วันนี้ และจากนี้ไป ความคิดสร้างสรรค์จะกลายเป็นเรื่องจำเป็น ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับ CEO จาก 1,500 บริษัทชั้นนำในต่างประเทศต่างๆทั่วโลกสรุปว่า ความคิดสร้างสรรค์ คือ คุณสมบัติสำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำในยุคนี้และอนาคต

ประเทศต่างๆ จึงเร่งปฏิรูปการศึกษา และหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาของทุกชาติ ก็เพื่อให้คนของเขามีทักษะในการคิด ทั้งการคิดวิเคราะห์ และการสร้างสรรค์

ปี ค.ศ. 2009 กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปกำหนดให้เป็นปีแห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (The European Year of Creativity and Innovation) มีการจัดงานประชุมวิชาการด้านความคิดสร้างสรรค์ จัดงบประมาณให้บุคลากรทางการศึกษา เรียนรู้เรื่องความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงการสอนแบบเลกชอร์ ให้เป็นการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน และให้นำปัญหาในชีวิตจริงเข้าสู่ห้องเรียน

ที่ผ่านมา โรงเรียนของเรามีแนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นฝึกให้เด็กทุกคนปฏบัติแบบเดียวกัน และคิดเหมือนๆกัน การสอบทุกวิชา ทุกระดับ เป็นการสอบแบบมีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว ก็ยิ่งปิดกั้นความคิดต่างของผู้เรียน นั่นคือเหตุที่ส่งผลให้เด็กของเราส่วนใหญ่เติบโตมาแล้วขาดความสามารถในการคิด โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์เกิดจาก “ความแตกต่าง”

เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ อาจโดนตัดสินว่าเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง เมื่อต้องเรียนในระบบการวัดผลแบบเดิม ที่ผ่านมามีเด็กหลายคนถูกคุณครูพิจารณาว่า “โง่เกินกว่าเรียน” เพียงแค่เด็กจำเนื้อหาไม่ได้ ทำข้อสอบไม่ได้

มีงานวิจัยของเจมส์ แคตเตอรอลล์ (James Catterall) เซอร์เคน รอบินสัน (Sir  Ken  Robinson) และงานวิจัยของนักการศึกษาอีกหลายท่านที่สรุปในแนวทางคล้ายกันว่า  การศึกษาแบบบอกเล่าและการสอบแบบท่องจำ  นอกจากจะไม่ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นการทำลายมันอีกด้วย

ถ้ามาดูเรื่องของทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต คือทักษะด้านต่างๆในศตวรรษที่ 21 จะเห็นได้ชัดว่า ทักษะที่นักเรียนนักศึกษาของเราขาดหายไปมาก คือทักษะการคิด ส่วนทักษะอื่นๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานเป็นทีม ก็ยังพอหาได้จากการทำกิจกรรมหรือทำงานกลุ่ม

การนำแนวทางการสอนรูปแบบใหม่ที่เน้นเรื่องทักษะของการคิด วิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์มาใช้ จึงเป็นเรื่องจำเป็น และน่าจะเหมาะสมกับทิศทางพัฒนาบ้านเมืองและบริบทของเราค่ะ

Cr: หนังสือห้องเรียนแห่งอนาคต

Cr: Eduzones.com

Read More
แหล่งความรู้

10 อาชีพอาชีวะ รับมือ AEC

1.สาขาวิชาเทคนิคพลังงาน

สอศ. ร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและพลังงาน เช่น บริษัท ไออาร์พีซีจำกัด (มหาชน) บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โดยเปิดสอนใน 5 วิทยาลัย เมื่อจบแล้วสามารถทำงานในตำแหน่งช่างเทคนิค ช่างบำรุงรักษาและซ่อมอุปกรณ์ในโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานอุตสาหกรรม

วิทยาลัยที่เปิดสอน : วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

2. สาขางานเทคโนโลยีหลุมเจาะปิโตรเลียม

เป็นงานที่เฉพาะทางมาก ทำงานร่วมกับวิศวกรปิโตรเลียม ทำงานกลางทะเลตรงแหล่งที่มีปิโตรเลียม สาขานี้ไม่มีในระดับมหาวิทยาลัยเหมือนกันเพราะเป็นงานช่างแบบเต็มตัว ถ้าอยากเรียนต่ออย่าลืมเช็คก่อนว่า ปวช. ที่เราเรียนมาต่อสาขานี้ได้หรือเปล่า วิทยาลัยที่เปิดสอน : วิทยาลัยเทคนิคระยอง

3. สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์

เทคนิคด้านเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม ซึ่งใช้ระบบการผลิตแบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เปิดสาขานี้ขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมใหญ่ต่างๆ วิทยาลัยที่เปิดสอน : วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ, วิทยาลัยการอาชีพปางปะกง, วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี, วิทยาลัยเทคนิคบูรพา

4. สาขางานคหกรรมเพื่อการโรงแรม

เน้นเรียนการทำอาหารเพื่อการโรงแรมโดยเฉพาะ ตั้งแต่การจัดจาน เมนูอาหารที่ขึ้นเสิร์ฟ แบ่งเป็นทั้งมื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น อาหารว่างและเครื่องดื่ม ที่ต้องใส่รายละเอียดปลีกย่อยลงไป ใครที่อยากเป็นเชฟในโรงแรมแนะนำสาขานี้

วิทยาลัยที่เปิดสอน : วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ, วิทยาลัยการอาชีพปางปะกง, วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี, วิทยาลัยเทคนิคบูรพา

5. สาขางานมัคคุเทศก์ทางทะเล , สาขางานมัคคุเทศก์เดินป่า

รองรับการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่ชอบทะเลหรือโซนภูเขา ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในไทยที่กำลังบูมมาก ถ้าอยากเรียนก็เริ่มจาก ปวช. สาขาการท่องเที่ยวแล้วต่อ ปวส. สาขานี้ได้เลย วิทยาลัยที่เปิดสอน : วิทยาลัยเทคนิคระยอง

6. สาขางานการประกอบอาหารในเรือเดินทะเลระหว่างประเทศ

หลักสูตรนี้ไม่มีเรียนในมหาวิทยาลัย จะลงลึกไปที่วิธีการเก็บอาหาร การนำออกมาใช้ การสต๊อกอาหารเวลาเดินเรือ เพราะเมื่อเรือออกแล้วจะขึ้นฝั่งอีกทีก็ปลายทางเลย เป็นอีกหนึ่งงานท้าทายรายได้ดี และมีปากท้องของสมาชิกบนเรือเป็นเดิมพัน

วิทยาลัยที่เปิดสอน : วิทยาลัยเทคนิคระยอง

7. หลักสูตร ปวส. สาขาวิชาเทคนิคกายอุปกรณ์

เป็นช่างที่ทำงานตามคำวินิจฉัยคำสั่งแพทย์ในการตรวจวัดสัดส่วนร่างกายของผู้ป่วยเพื่อออกแบบ ผลิต ประดิษฐ์ ตกแต่ง ดัดแปลง แก้ไข และพัฒนาอุปกรณ์ช่วยผู้ป่วยหรือบุคคลที่มีความต้องการได้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ ทำงานร่วมกับแพทย์ นักกายอุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ในสถาบันทางการแพทย์ทั้งรัฐและเอกชน เป็นสาขาที่มาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านนี้โดยเฉพาะ

8. สาขาวิชาช่างอากาศยาน

สาขานี้ต้องการผู้มีคะแนนโทอิคอย่างน้อย 250 คะแนน เน้นฟังพูดสื่อสารในชีวิตประจำวันอย่างเข้าใจค่ะ เพราะต้องเรียนทวิภาคีร่วมกับการบินไทย ฝ่ายช่างอากาศยานประจำสถานีภูเก็ต ศูนย์ฝึกการบินพลเรือนค่ะ โดยจะเรียนทฤษฎีที่วิทยาลัยเทคนิคถลาง และไปฝึกทำงานจริงกับการบินไทย ฝ่ายช่างประจำภูเก็ต ผู้ที่จะเข้าเรียนต้องจบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาช่างยนต์ ช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ช่างกลโรงงานหรือเทียบเท่า

9. สาขาวิชาการจัดการด้านความปลอดภัย

สาขานี้พิเศษสำหรับผู้มีประสบการณ์ หลักสูตรนี้ร่วมกับ บริษัท เอเชีย  ซิเคียวริตี้เมเนจเม้นท์ จำกัด และบริษัท กัทส์ อินเวติเกชั่น จำกัด จัดการเรียนการสอนในระบบเทียบโอนความรู้และประสบการณ์  เพื่อพัฒนาบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานประกอบการให้มีสมรรถนะวิชาชีพด้านการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลและมีความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน

10. สาขางานภาษาต่างประเทศ

ต่างจากคณะอักษรศาสตร์และคณะมนุษยศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยที่เรียนเจาะลึกเฉพาะภาษา แต่เน้นภาษา ตลอดจนวิธีการทำงาน หลักการทำงาน ในระดับต่างประเทศ

ในระดับ ปวช. เรียนภาษาอังกฤษ แต่ถ้าต่อ ปวส. ก็เพิ่มภาษาจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมันด้วย  สาขานี้เป็นที่ต้องการมากโดยเฉพาะบริษัทต่างชาติ

Read More
แหล่งความรู้

5 เทคนิคการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้จำได้อย่างรวดเร็วและใช้ได้จริง

 

วิธีที่จะช่วยให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจและทักษะภาษาอังกฤษอื่นๆอีกมากมาย

เคยใช่ไหมในหลายๆครั้งที่คุณอ่านหนังสือภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นข่าว หนังสือเรียน หรือแม้แต่ฟังหรือดูวิดีโอต่างๆจากต่างประเทศแล้วไม่รู้ความหมายของคำศัพท์หรือจำคำศัพท์เหล่านั้นไม่ได้

ปัญหาการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ได้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป วิธีการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้ได้อย่างรวดเร็วและใช้งานได้จริง เพื่อที่คุณจะได้นำคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่คุณจำได้เหล่านั้นไปพัฒนาต่อยอดทักษะทั้ง 4 ทักษะภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นการฟัง พูด อ่านและเขียน ได้ไม่ยากอีกต่อไป

5 เทคนิคในการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของคุณให้จำได้อย่างรวดเร็วและใช้งานได้จริง

1) เตรียมสมุดไว้จดคำศัพท์

คำศัพท์ที่คุณไม่ทราบความหมายที่พบจากการอ่าน การฟังจากสื่อต่างๆนั้น อย่าปล่อยให้มันจางหายไปกับความที่คุณไม่รู้ เก็บความไม่รู้ของคุณไว้ในสมุดจดคำศัพท์ของคุณ พร้อมทั้งแบ่งแต่ละช่องสำหรับ Part of Speech หรือชนิดของคำ ยกตัวอย่างเช่น คำนาม คำคุณศัพท์ (Adjective) คำกริยา (Verb) คำกริยาวิเศษ (Adverb) และคำแปล

2) เริ่มต้นไม่ต้องมากแค่วันละ 8 คำก็กำลังดี

หลายคนคิดว่าการที่เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นต้องเตรียมการเรียนรู้คำศัพท์ที่คุณไม่รู้เหล่านั้นด้วยคำจำนวนมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าสมองเราชอบคนขี้เกียจ แต่ต้องการความสม่ำเสมอ เพราะการที่คุณยัดเยียดคำศัพท์เหล่านั้นลงไปด้วยการท่องและจดจำนวนมากๆ จะทำให้คุณรู้สึกยาก เบื่อและอึดอัด จนสุดท้ายแล้วคุณก็จะหยุดการเรียนรู้และจดจำไป

3) ทบทวนคำศัพท์ของคุณภายใน 24 ชั่วโมง

คุณเคยได้ยินเรื่องของกฏ 24 ชั่วโมงหรือไม่ ว่ากันว่าสมองของคนเรานั้นจะจดจำได้ดีในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของการเจอสิ่งต่างๆ เมื่อคุณจดคำศัพท์เหล่านั้นและนำกลับมาทบทวนอีกภายใน 24 ชั่วโมง สมองของคุณก็จะเริ่มจำ และเมื่อคุณนำกลับมาทำอย่างต่อเนื่องเช่นสัปดาห์ละหนึ่งครั้งและเดือนละหนึ่งครั้ง คุณก็จะจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้อย่างแม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ

4) อ่านให้มาก

อ่านให้มากคือทางเดียวเท่านั้นที่คุณจะดึงความจำเกี่ยวกับคำศัพท์ที่คุณได้จดบันทึกและทบทวนไว้ให้กลับมาอีกครั้ง ยิ่งคุณอ่านมากเท่าไร คุณก็จะคุ้นชินกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นยิ่งขึ้น ทำให้การจดบันทึกของคุณนั้นมีประโยชน์และทรงประสิทธิภาพอย่างไม่น่าเชื่อ

5) ใช้คำศัพท์ที่คุณได้เรียนรู้มาในสถานการณ์ต่างๆ

คำศัพท์ที่คุณได้เรียนรู้ใหม่นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถูกนำไปใช้งานเพื่อกระตุ้นทักษะภาษาอังกฤษต่างๆเช่นทักษะการพูด เป็นต้น ดังนั้นคุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆเหล่านั้นให้มากถึง 10 ครั้งก่อนเพื่อจะได้เรียนรู้ให้อย่างแม่นยำ